นักฟุตบอลต่างชาติที่มาสร้างชื่อเอาไว้ในไทยลีกอย่างโดดเด่นแต่เผ่นไปแบบเงียบๆ

ฟุตบอลนอกอยู่ในใจ ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด นี่เป็นวลีเด็ดที่ในบทความนี้กลับมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะเราจะมานำเสนอเรื่องราวของฟุตบอลในไทยลีกกันว่ามันมีช่วงไหนที่เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นมา และ มีนักเตะต่างชาติคนไหนบ้างที่ในอดีตที่ผ่านมานั้น พวกเขาเหล่านั้นก็ได้มาสร้างชื่อเสียงเอาไว้ในวงการลูกหนังในบ้านเรา แต่ท้ายที่สุดท้ายเขากลับปิดฉากในไทยลีกออกไปอย่างไม่ค่อยสวยงามและสมศักดิ์ศรีของการเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงสักเท่าไหร่ จนบางครั้งคอบอลบางท่านหรือคนที่ติดตามฟุตบอลในบ้านเราแถมยังชื่นชอบที่จะไปติดปลายนวม”แทงบอลออนไลน์“ในหลายๆ แมทซ์ก็ยังไม่ทราบว่านักเตะเหล่านั้นโดนเทไปเสียแล้ว จะมีนักเตะคนไหนบ้างไปติดตามกันเลย

บางครั้งคอบอลบางท่านหรือคนที่ติดตามฟุตบอลในบ้านเราแถมยังชื่นชอบที่จะไปติดปลายนวม”แทงบอล”ในหลายๆ แมทซ์

นักฟุตบอลต่างชาติคนแรกที่จัดว่าเขาสร้างชื่อเสียงในบ้านเราพอสมควรก็คือ ทีเมโต้ มาเชน่า ซึ่งเขาคนนี้ก็เคยกลายเป็นอดีตนักเตะกองหน้าตัวล่าตาข่ายของทีมในลีกทาวด์ เขาสามารถที่จะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วก็ได้เข้ามาค้าแข้งในไทยลีก จนสามารถที่จะพาทีมปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สามารถก้าวขึ้นไปคว้า 5 แชมป์ในรายการใหญ่ๆด้อย่างสง่างาม พร้อมกับฝากผลงานในไทยลีกเอาไว้ที่ 21 ประตู กับอีก 11 แอสซิส ที่ได้ทิ้งภาพเหตุการณ์สวยๆ ในขณะนั้นเอาไว้ได้ติดตามกันอย่างสุดมันส์ แถมนในศึกเอเอฟซี แชมป์เปี้นส์ลีก เขาเองก็สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น สามารถมีโอกาสที่จะได้ลงสนามไปทั้ง 6 นัด และ ยิงถล่มตาข่ายทีมคู่แข่งไปทั้งสิ้น 3 ประตู แต่ประเด็นใหญ่ๆ ก็คือว่า เส้นทางการค้าแข้งของนักเตะรายนี้กับทีมปราสาทสายฟ้านั้น ก็ต้องมีอันจบลงอย่างไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไหร่ ก็คือในช่วงที่เขานั้นกำลังจะหมดสัญญาลงกับทีมต้นสังกัดนั้น ทางเสี่ย เนวิน เจ้าของทีมก็เลือกที่จะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่ให้กับเขา และ ท้ายที่สุดก็เลยมีการปล่อยตัวเขาไปแบบฟรีๆ กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่านักเตะต่างชาติรายนี้ก็ถูกทีมปราสาทสายฟ้าเมินแบบไม่มองกันเลยทีเดียว

นักเตะคนที่สอง ที่จัดได้ว่าตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับนักเตะคนแรก เขาก็คือ มาริโอ้ อะบรานเต้ ซึ่งนักเตะรายนี้ก็ย้ายเข้ามาค้าแข้งอยู่ในไทยลีกครั้งแรกกับทีมเอสซีจี เมืองทอง ทีมยักษ์ใหญ่ในไทยลีก ในช่วงเลคที่สองของปี 2016 ซึ่งต้องยอมรับเลยว่านักเตะรายนี้ที่ผ่านมาก่อนที่จะมาค้าแข้งในไทยลีกนั้น ตัวเขาเองก็ค่อนข้างที่จะมีประสบการณ์ในการค้าแข้งในต่างชาติมาแล้วอย่างโชกชน เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวอะไรเลย ก็สามารถเตรียมความพร้อมที่จะระเบิดฟอร์มเดือดในบ้านเราได้อย่างรวดเร็ว แถมยังทำหน้าที่ในเกมรับของทีมเมืองทองได้อย่างแข็งแกร่ง จัดว่าเป็นอีกหนึ่งนักเตะต่างชาติที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จนสามารถพาทีมเอสซีจี เมืองทอง ก้าวเข้าไปคว้าดับเบิลแชมป์มาได้สำเร็จ จนกลายมาเป็นนักเตะที่สามารถสร้างศรัทธาให้กับแฟนๆ ของเมืองทองได้เป็นอย่างดี แต่พอท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางการค้าแข้งของนักเตะต่างชาติรายนี้ก็ไม่ผ่านเกณฑ์ของกุนซือชาวไทยอ่าง ทศตะวัน ศรีปาน ที่ออกมาให้เหตุผลว่า นักเตะรายนี้ไม่น่าที่จะยืนระยะที่จะเล่นในเกมรับของทีมไปได้ตลอด ท้ายที่สุดแล้วทางทีมเอสซีจี เมืองทอง เองนั้น ได้ปล่อยตัวนักเตะรายนี้ออกไปให้กับทีมอื่น แล้วก็ได้ย้ายไปอยู่กับทีมอินทรีย์ เพื่อนตำรวจ แทนนั่นเอง แล้วที่น่าเสียดายมากไปกว่านั้น ทางทีมเอสซีจี เมืองทอง เอง ก็ได้ปล่อยตัวนักเตะรายนี้ออกไปแบบฟรีๆ กันเลยทีเดียว โดยที่นักเตะนั้นไม่อยากจะที่ย้ายทีมออกไปเลย แต่ก็ต้องจำใจที่ต้องย้ายทีมออกไปนั้นเอง

นักเตะคนที่สาม ที่มีชะตากรรมที่ไม่ได้ต่างอะไรกับนักเตะทั้งสองคนแรกอีกเช่นกัน เรียกได้ว่านักเตะต่างชาติเหล่านี้ไม่น่าจะมารุ่งได้ในไทยลีกจริงๆ เขาก็คือ เซกิโอ้ ฟานไดร์ฟ โดยที่ผ่านมานั้นนักเตะต่างชาติรายนี้สามารถที่จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีมสุพรรณบุรี เอฟซี ซึ่งเขาเองก็ค่อนข้างโดดเด่นในการเล่นลูกยิงประตูที่มีความแม่นยำ แถมยังเก่งมากๆ ในการเล่นลูกกลางอากาศอีกด้วย ซึ่งนักเตะต่างชาติรายนี้ก็สามารถฝากผลงานเอาไว้ที่ 14 ประตู จากการลงสนามไปทั้งหมด 26 เกม ในช่วงฤดูกาล 2015 แถมยังสามารถคว้าตำแหน่งนักเตะดาวยิงสูงสุดของสโมสรไปได้อีกด้วย พร้อมกับการสร้างสถิติพาทีมก้าวเข้าไปจบอันดับที่ 3 จากหัวตารางได้อย่างน่าประทับใจเป็นที่สุด แต่คำว่า ดีแล้ว แต่ยังไม่ดีที่สุดสำหรับวงการลูกหนังและทีมสุพรรณบุณี เอฟซี นั้นมันก็เกิดขึ้นกับนักเตะรายนี้ รวมไปถึงเหล่าบรรดาแฟนบอลของสุพรรณบุรี เอฟซี ด้วยที่ต่างพากันเสียดายในความสามารถของนักเตะต่างชาติรายนี้ ที่ทางทีมต้นสังกัดเองก็ออกมาเปิดเผยว่า การเจรจาการยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับนักเตะรายนี้มันไม่ลงตัว จนทำให้นักเตะและทางสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี นั้นต้องได้โบกมืออำลาแยกทางกันไปแบบน่าเสียดายกันเลยทีเดียว แล้วนี่ก็คือ 3 นักเตะที่แฟนบอลในไทยลีกก็ดีหรือคอบอลที่ชื่นชอบการเดิมพัน”แทงบอลออนไลน์“ก็ดีนั้นต่างก็เสียดายในตัวนักเตะเหล่านี้กันทั้งสิ้นเลยทีเดียว

เส้นทางการเป็นกัปตันทีมตลอดการของ บาร์เซโลน่า อันเดรส อิเนสต้า

ถ้าพูดถึงทีมเจ้าบุญทุ่มของประเทศสเปน ก็คงไม่พ้นทีมยักษ์ใหญอย่าง บาร์เซโลน่า ยอดทีมที่จัดได้ว่ามีความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่ในอดีต และ กลายเป็นทีมคู่ปรับตลอดการของทัพราชันชุดขาว เรอัล มาดริด จนเป้นที่มาของศึกเอลกลาซิโก้ ที่ไม่ว่าจะเจอกันเมื่อไหร่วงการลูกหนังของโลกต่างก็เฝ้ารอดูพร้อมทั้งคอบอลจำนวนไม่น้อยที่เข้าไป”แทงบอลออนไลน์“ทีมใดทีมหนึ่งกันอย่างเมามันเลยทีเดียว แต่บทความในตอนนี้จะพาทุกท่านไปติดตามเส้นทางการเป็นกัปตันทีมตลอดกาลของทีมบาร์เซโลน่า ที่นักเตะคนนี้มามว่า อันเดรส อิเนสต้า ยอดนักเตะพรสวรรค์สูงชาวสเปนคนนี้

คอบอลจำนวนไม่น้อยที่เข้าไป”แทงบอลออนไลน์”ทีมใดทีมหนึ่งกันอย่างเมามันเลยทีเดียว แต่บทความในตอนนี้จะพาทุกท่านไปติดตามเส้นทางการเป็นกัปตัน

ต้องบอกเลยว่าจุดเริ่มต้นของ อิเนสต้า ยอดนักเตะอายุน้อยที่ ณ เวลานั้นย้อนไปในช่วงที่เขาอายุ 12 ปีเท่านั้น ก็ได้ถูกดึงตัวให้เข้ามาร่วมอยู่ในศูนย์ฝึกเยาวชนของทั้ง 2 ทีมใหญ่ ทั้ง มาดริด และ บาร์ซ่า เลยทีเดียว แต่ผลสุดท้ายครอบครัวก็ส่งลูกชาย อันเดรส คนนี้เข้าไปที่ศูนย์ฝึกเยาวชนรามาเซียร์ โรงเรียนบ่มเพาะนักเตะที่โด่งดังในสเปน จนก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปีของรามาเซียร์ และ สามารถพาทีมไปคว้าแชมป์ในรายการ ไนกี้ พรีเมียร์คัพ ได้ในที่สุด จากนั้นก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปีอีกด้วย และ คนที่มามอบรางวัลนี้ให้แก อิเนสต้า ก็คือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กัปตันทีมบาร์ซ่าชุดใหญ่ในเวลานั้น และ เป๊ป ก็ได้บอกกับเจ้าหนู อิเนสต้า ว่า ไอ้หนู เองต้องกลายเป็นนักเตะที่สุดยอดแน่ๆ ในอนาคต แล้วคำพูดของ เป๊ป ก็เป็นจริงในเวลาต่อมา จากนั้นรายชื่อของ อันเดรส อิเนสต้า ก็ก้าวขึ้นมาติดอยู่ในชุดทีมชาติสเปน ในการเข้าไปลุยศึกชิงแชมป์โลก ในรุ่น ยู 17 เมื่อปี 2001 จากนั้นก็เข้าไปอยู่ในชุดแชมป์ยุโรปในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปีในเวลาต่อมาอีกด้วย ต้องบอกเลยว่าเส้นทางของนักเตะรายนี้ เขาเป็นทั้งนักเตะที่อยู่ในทีมชาติและระดับสโมสร พร้อมได้รับความไว้วางใจให้เป็นกัปตันทีมอีกด้วย จากนั้น อิเนสต้า ก็ก้าวขึ้นมาเล่นให้กับทีมบาร์ซ่า เบ ทีมรองของบาร์ซ่าในปี 2001 เช่นเดียวกัน จนทำให้บางครั้งเขาก็ได้ก้าวขึ้นไปชิมรางในทีมชุดใหญ่ของบาร์ซ่าด้วย แต่ก็ยังเป็นได้แค่ตัวสำรอง ในปี 2002 อิเนสต้า ได้มีโอกาสได้ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของบาร์ซ่า กุนซือที่ให้โอกาสเขาก็คือ หลุยส์ ฟัลกัลป์ แต่เวลานั้นฟอร์มของทีมบาร์ซ่าเองค่อนข้างย่ำแย่สุดๆ ทำให้ อิเนสต้า ไม่ได้แจ้งเกิดสักเท่าไหร่ พร้อมกับ ฟัลกัลป์ ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งไป แต่พอหลังจากนั้น อิเนสต้า ก็ถูกเรียกตัวเข้าไปติดทีมชาติที่ไปลุยศึกฟุตบอลโลก ยู 20 แต่ก็ถือได้ว่า อิเนสต้า ก็กลายเป็นตัวความหวังของทีมชาติเลยทีเดียว แต่ผลสุดท้ายเขาก็ไปพ่ายให้กับทีมชาติแซมบ้าในเวลานั้น จากนั้นกลับมาที่สโมสรอีกครั้ง ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่ บาร์ซ่า ทีมชุดใหญ่ได้เปลี่ยนนายใหญ่คนใหม่อย่าง แฟรงค์ ไรกาจ เข้ามาทำหน้าที่กุมบังเหียน แล้วนี่ก็กลายเป็นโอกาสดีๆ ที่ อิเนสต้า จะได้แจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ จากนั้นในปี 2003-2004 เจ้าหนู อิเนสต้า คนนี้ ได้มีโอกาสลงสนามรับใช้ทีมบาร์ซ่าชุดใหญ่อย่างเต็มตัวไปทั้งหมด 17 นัดด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นการลงเล่นที่มากที่สุดเท่าที่เขาอยู่ในบาร์ซ่ามา ณ เวลานั้น อเนสต้า มีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น จากนั้น ไรกาจ กุนซือผู้กุมบังเหียนในเวลานั้นได้กล่าวเอาไว้ว่า แน่นนอนเขามองออกเลยว่า อเนสต้า จะกลายมาเป็นนักเตะคนสำคัญของสโมสรในเวลาอันใกล้นี้แน่ๆ และ ฟันธงได้เลยว่า บาร์เซโลน่า ต้องไปทวงความยิงใหญ่คืนมาจากทีมราชันชุดขาวในยุคกาลาติกรอสได้อย่างแน่นอน เชื่อว่าอีกไม่นาน ถ้าเด็กคนนี้พร้อม บาร์ซ่า ต้องผงาดอีกครั้ง อเนสต้า เองเมื่ออยู่นอกสนาม เขาถือว่าเป็นรุ่นน้องสุดในทีม จึงกลายเป็นน้องเล็กที่ขี้อาย เขาจะไม่ค่อยพูดหรือแสดงออกสักเท่าไหร่ แต่พอเมื่อไหร่ที่เขาได้ลงสนาม จะกลายเป็นคนละคนกับที่อยู่นอกสนามเลยทีเดียว จนสุดท้าย ไรกาจ ให้โอกาสเขาก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว จนไม่ต้องลงไปเล่นในทีมสำรองอีกเลย จากนั้นในปี 2004 อเนสต้า สร้างฟอร์มเด็ดสุดๆ สามารถลงสนามได้มากมายเกือบทุกนัดที่แข่งขัน และ ในฤดูกาลนั้น อเนสต้า ถึงแม้ว่จะถูกส่งเป็นตัวสำรองในหลายๆนัด แต่ทุกๆ นัดมักจะส่งลงมาแล้วก็พลีกเกมให้เป็นต่อทีมคู่แข่งได้เสมอๆ จนทำให้จบฤดูกาล บาร์ซ่า ก้าวขึ้นแท่นรับตำแหน่งเจ้าแห่งลาลีก้า สเปน ทันที

จากนั้นมาต้องบอกเลยว่า อันเดรส อิเนสต้า ก็สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและบาร์เซโลน่ามาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้เล่นเป็นนักเตะกองกลางตัวหลัก จากนั้นมาเขาก็กลายมาเป็นกัปตันทีมคอยบัญชาการในแดนกลางสร้างความสำเร็จให้กับบาร์ซ่าอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นกัปตันทีมอายุน้อยที่ฝีเท้าสุดยอดจนครองใจคอบอลทั้งชมทั้งเชียร์และเข้าไป”แทงบอลออนไลน์“ก็ยิ้มแก้มปริกันเกือบทุกนัดที่ลงแข่งขันกันเลยทีเดียว

222 ล้านยูโร ค่าตัวของผู้ชายที่ชื่อว่า เนย์มาร์ ดา ซิลวา กับเรื่องราวอันสุดทึ่ง!!

ในบทความตอนนี้ต้องบอกว่ามันคือความสุดยอดของบุคลากรชั้นเยี่ยมของวงการลูกหนังอีกหนึ่งคน ที่เขาคนนี้มีมูลค่าในการซื้อขาย ณ ช่วงเวลาล่าสุดนั้นได้พุ่งไปมากกว่า 222 ล้านยูโร กันเลยทีเดียว ชื่อของเขาคนนั้นก็คือ นักเตะที่เอ่ยมาแล้วแฟนบอลทั้งหลายที่ชื่นชอบการอ่านวิเคราะห์บอลหรือเข้าไป”แทงบอลออนไลน์“อยู่บ่อยครั้งจะทราบดีอย่างยิ่งกันเลยทีเดียว เพราะเขาคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนี่ยร์ นั่นเอง แอดมินเองได้ไปค้นหาข้อมูลแบบสุดยอด แบบสุดลับ มาให้แฟนบอลได้ติดตามกันในตอนนี้ด้วย จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย

การอ่านวิเคราะห์บอลหรือเข้าไป”แทงบอลออนไลน์”อยู่บ่อยครั้งจะทราบดีอย่างยิ่งกันเลยทีเดียว

เรื่องแรก คุณรู้หรือไม่ ในช่วงปี 2005 ทัพราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ได้ยอมควักกระเป๋าให้กับนักฟุตบอลชาวบราซิลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักฟุตบอลที่อายุน้อยและไม่รู้เลยว่าในอนาคตนั้น นักเตะที่ทัพราชันยอมควักเงินให้นั้นจะสามารถย้อนกลับคืนมาสร้างผลกำไรได้หรือไม่ ซึ่งนักฟุตบอลรายนั้นก็มีอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นการควักเงินเพื่อที่จะออกทั้งค่าเดินทาง ออกทั้งค่าเล่าเรียน ทั้งตัวเขาเอง และ น้องสาวของเขาด้วยอีกหนึ่งคน แถมยังควักเงินก้อนโตเพื่อให้ครอบครัวของเด็กอายุเพียงแค่ 13 ปีคนนั้น เพียงแค่ว่าอยากให้เด็กน้อยคนนั้นมาร่วมทัพกับราชันชุดขาว แล้วก็ทำการควักเงินเพิ่มให้อีกตลอดการใช้ชีวิตในช่วงแรกในดินแดนกระทิงดุราวๆ 19 วัน เป็นช่วงของการทดสอบฝีเท้า และ เด็กน้อยอายุ 13 ปีรายนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือ เนย์มาร์ คนนี้นี่แหละ ผลการทดสอบฝีเท้าในช่วงนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าเด็กน้อยอายุเพียงแค่ 13 ปีรายนี้ จะสามารถฉีกนักเตะแนวรับของทีมที่จัดเตรียมเอาไว้ทำศึกนั้น เนย์มาร์ เองฉีกเขาเป็นชิ้นๆ แล้วก็กระหน่ำลูกบอลตุงเข้าตาข่ายไปทั้งสิ้น 27 เม้ดด้วยกันตลอดเวลาทั้ง 19 วันที่ทดสอบฝีเท้า ในขณะเดียวกันตลอดทั้ง 19 วันนั้น ทัพราชันเองก็ได้มีการร่างสัญญานักเตะกับทีมเยาวชนเอาไว้เตรียมพร้อมแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่เรื่องนี้อ่านดูแล้วมันก็เมหือนกับจะราบรื่นดี แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็มีเรื่องของความโศกเศร้าเข้าเล่นงาน เด็กน้อยวัยเพียง 13 ปี ก็แน่นอนว่าเขานั้นไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ก็คือเด็กอยู่วันยังค่ำ เขาก็ต้องคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัวที่อยู่ที่บราซิล คิดถึงมากมายทั้งเพื่อนฝูงและอาหารที่เคยถูกปาก ซึ่งพวกเขาเองก็ค่อนข้างที่จะหนักใจกับเรื่องนี้ จนผลสุดท้ายแล้ว คุณพ่อของเขาก็ตัดสินใจที่จะพาลูกชายกลับบ้านเกิดในที่สุด โดยในเวลาต่อมา คุณของของ เนย์มาร์ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พวกเราทั้งสองคน ตัดสินใจที่จะบินกลับไปยัง ซานโตส พวกเราไม่สนใจหรอกว่าจะได้เงินทองมากมายมหาสานสักเท่าไหร่ แต่สิ่งเดียวที่ผมเองอยากจะได้มันก็คือ ผมอยากให้ลูกชายของผมมีความสุขกับการเล่นฟุตบอลเพียงเท่านั้นเป็นพอ พอหลังจากนั้นในอีก 8 ปีต่อมา เนย์มาร์ ในวัย 21 ปี เขาค่อนข้างที่จะพร้อมเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว แล้วเมื่อนั้นเอง เขาก็ตัดสินใจที่ออกเดินทางมายังประเทศสเปนอีกครั้งหนึ่ง แล้วในครั้งนี้เอง เขาก็มาอย่างสง่างาม และ มาเพื่อที่จะก้าวขึ้นอยู่บนเส้นทางนักเตะสายอาชีพบนแผ่นดินยุโรปอีกครั้งหนึ่ง แต่เป้าหมายในประเทศสเปน มันกลับไม่ใช่ทีมราชันชุดขาวเหมือนดั่งวันวาน แต่มันก็กลายเป็นทีมคู่ปรับ ทีมคู่อะริตลอดกาลอย่างทัพเจ้าบุญทุ่มบาร์เซโลน่า นั่นเอง กับผู้ชายคนนี้ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนี่ยร์

เรื่องที่ 2 คุณรู้หรือไม่? ชื่อจริงๆ ของ เนย์มาร์ คือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนี่ยร์ ถ้าอ่านมาถึงขนาดนี้แล้วก็คงจะพอทราบกันแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ที่เพื่อนๆ ไม่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้ก็น่าจะเชื่อว่า คงรู้แค่ชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า เนย์มาร์ เท่าน้น และ วันเกิดของเขานั้น เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปี 1992 และเมื่อคำนวณอายุของเขาแล้ว ก็มีอายุ 25 ปี เข้าสู่วัยเบญจเพสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาเกิดที่เมืองเซาเปาโล ในประเทศบราซิล โดยมีคุณพ่อของเขาชื่อว่า เนย์มาร์ ซีเนียร์ ซึ่งคุณพ่อของเขานั้นก็เป็นถึงอดีตนักฟุตบอลอีกเช่นเดียวกัน แล้วคุณพ่อของเขาก็จะคอยทำหน้าที่เป็นครูฝึกสอนฟุตบอลให้กับลูกชายของตัวเองอยู่เสมอๆ เรียกได้ว่าเทคนิคการเล่นฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมส่วนใหญ่ก็ได้มาจากคุณพ่อของเขาเองด้วย และ ลูกชายอย่าง เนยมาร์ จูเนี่ยร์ เองก็มีคุณพ่อของเขาซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอย่างเต็มที่มาโดยตลอด และ เนย์มาร์ ก็มีน้องสาวหนึ่งคนที่มีชื่อว่า ราฟาเอลล่า ตัวเขาเองมีส่วนสูง 175 เซนติเมตร และ เนย์มาร์ ลูกชายคนนี้ ก็ได้ออกมากล่าวถึงคุณพ่อของตัวเองว่า ในทุกๆ วันเมื่อคุณพ่อกลับมาจากที่ทำงาน จากนั้นคุณพ่อก็จะพาผมเองไปเล่นฟุตบอลด้วยกัน แล้วคุณพ่อก็จะทำหน้าที่เป็นประตู แล้วให้ผมทำหน้าที่เป็นนักเตะดาวยิง ผมจะต้องเตะอย่างไรก็ได้ ให้สามารถโค้งผ่านตัวของท่านไป คุณพ่อฝึกอย่างนี้อยู่เสมอๆ จนกลายมามีทุกวันนี้ได้

นี่ก็คือ 2 เรื่องราวสุดยอดที่จัดได้ว่าลับเฉพาะแบบเจาะลึกกันอย่างมากสำหรับนักเตะดาวยิงที่เชื่อว่าคอบอลหลายๆ ท่านก็เข้าไปทำกำไร”แทงบอลออนไลน์“กับนักเตะดาวยิงรายนี้อยู่บ่อยครั้งกันเลยทีเดียว แต่เรื่องราวของเนย์มาร์ยังไม่หมดเท่านี้โปรดติดตามในเวอร์ชั่นต่อไปได้ที่นี่ มีมาให้ได้ติดตามกันอย่างแน่นอน